อุดมการณ์ หลักการ

posted on 27 Dec 2013 15:17 by aalilee

ในปี 2549 สนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำพันธมิตรนำมวลชนรวมตัวกันขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผมเป็นหนึ่งในมวลชนตัวเล็กๆ ที่่ร่วมสนับสนุนการขับไล่นายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลหลายอย่างที่เขาว่ากัน

  พี่แกนนำ พธม. หลายคนในเวลานั้น เป็นยิ่งกว่าฮีโร่ ของเด็ก ม.ปลายอย่างผมในเวลานั้น ทุกคืนผมจะเปิดวิทยุจากมือถือรอฟัง สนธิ ลิ้มทองกุล ขึ้นปราศรัยในเวลาประมาณสามทุ่ม

จำได้ว่าแม้ว่าตอนนั้น ทักษิณ ชินวัตร จะยุบสภา และพูดถึงเลือกตั้งแล้ว แต่การชุมนุมยังไม่จบ พรรคการเมืองอื่นในสภาไม่จบ ไม่ส่งผู้แทนลงเลือกตั้ง มวลชนกลับมาร่วมชุมนุมเพิ่มขึ้น ทักษิณเริ่มหมดหนทางสู้ จนในที่สุดวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็มาถึง

วันนั้นผมรอฟังการปราศรัยจากบรรดาแกนนำปกติ ตั้งแต่ค่ำ แต่วันนั้นวิทยุทุกคลื่นเปลี่ยนไป มีเสียงแทรกคล้ายวิทยุพังบ้าง เสียงเพลงบ้าง แต่ทุกคลื่นไม่มีคลื่นไหนจัดรายการปกติ จึงรีบลุกขึ้นมาเปิดโทรทัศน์ดู แล้วก็เห็นว่าในโทรทัศน์ก็เป็น

ถามจากคนอื่นๆ จึงรู้ว่า พลเอก สนธิ บุญรัตกลิน ผบ.ทบ. ในเวลานั้นได้ทำการรัฐประหารแล้ว  

ผมเห็นคนร่วมยินดีกับรัฐประหารครั้งนี้ ก็อดร่วมยินดีไม่ได้ ยินดีไปกับเขา เฮไปกับเขาด้วย อย่างน้อยที่ตะโกน ‘ทักษิณออกไป’ มานานได้ผลแล้ว

การรัฐประหารในวันนั้นเต็มไปด้วยความราบรื่น ผู้คนร่วมกันแสดงความยินดี ร่วมกันเอาดอกไม้ไปให้ทหาร ถ่ายรูปกับพี่ๆ ทหารราวกับเป็นฮีโร่ปราบมารทักษิณ

ในเวลานั้นผมไม่เคยรู้เลยว่า มีกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารครั้งนี้ และบุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารที่ร่วมกันแสดงออก บางคนได้หายสาบสูญไป บางคนถูกจับ ตอนนั้นไม่รู้ข้อมูลเหล่านี้ เพราะภาพข่าวที่ออกมาส่วนใหญ่ เป็นภาพการมอบดอกไม้ การถ่ายรูปกับทหาร ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการรัฐประหารครั้งนี้ 

การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เห็นเขาเฮกัน เห็นด้วยกัน ผมก็ร่วมเห็นด้วยไปกับเขา

ฉีกรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ใครๆ ก็บอกว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุด แล้วแต่งตั้ง สสร. ร่าง รธน. 50 เห็นเขามีการลงประชามติกัน คนส่วนใหญ่เห็นชอบ ให้ไฟเขียวรัฐธรรมนูญฉบับบนี้ ก็เฮตาม

จนเลือกตั้งแล้ว พรรคพลังประชาชน หรือไทยรักไทยเดิมที่โดนยุบพรรคไป ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ท่ามกลางวาทกรรมที่่ว่าพรรคนี้ซื้อเสียง พรรคนี้ขี้โกง รัฐบาลพลังประชาชนที่นำโดยคุณสมัคร สุนทรเวช เข้ามาก็บริหารแบบโกงๆ เขาว่ากันแบบนั้นผมก็เชื่อ

กลุ่มพันธมิตรออกมาไล่นายกสมัคร จนนายกสมัคร ถูกตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง ด้วยคดี ชิมไปบ่นไป นายกสมชาย วงศ์สวัสดิ์ขึ้นแทน ก็ยังมีการขับไล่จากพันธมิตรอีก ผมก็ยังเชียร์พันธมิตรเหมือนเดิม เพราะเห็นว่ารัฐบาลพลังประชาชน ไม่เห็นจะต่างอะไรกับรัฐบาลหุ่นเชิด ตามวาทกรรมที่เขาสร้างกันมา 

ผมยังเห็นด้วยกับการยึดทำเนียบรัฐบาล เพราะผู้ใหญ่เขาว่ากันว่า รัฐบาลเลวๆ ต้องโดนแบบนี้ และการยึดสนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ ผมก็ยังเห็นด้วยกับการแสดงออกของพันธมิตร เพื่อแลกกับการไล่รัฐบาลเลว

รัฐบาลสมชายโมฆะลงจนได้ พันธมิตรเฮกันใหญ่ ผมร่วมเฮด้วย ตามประสาเด็กๆ มอปลาย ที่ไม่ค่อยรู้อะไรมากนัก และเป็นที่มาของการขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในดวงใจของใครหลายคน รวมทั้งผมในเวลานั้นด้วย

นายกอภิสิทธิ์ สร้างภาพลักษณ์ดีตั้งแต่วันแถลงข่าว รับตำแหน่งนายก พูดเก่ง ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ แม่ยกเคลิ้มตามๆ กัน ผมก็เคลิ้มไปกับเขาด้วย

มีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นมาดำรงตำแหน่งของนายกคนนี้ ฝ่ายที่ใช้สัญลักษณ์สีแดง ฝ่ายที่เลือกรัฐบาลพลังประชาชนตัวแทนของทักษิณขึ้นมา ฝ่ายที่ต่อต้านการรัฐประหาร ที่เขาเรียกกันว่ากลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) 

กลุ่มสีแดงนี้เริ่มปรากฎให้เห็นตั้งแต่ช่วงรัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ตอนนั้นพวกเขาออกมาต่อต้านและขับไล่รัฐบาลขิงแก่นี้ แต่เสียงของพวกเขาไม่ดังเท่าเสียงของพันธมิตร และเสียงของพวกเขาถูกมองว่าเป็นเสียงของขี้ข้าทักษิณ 

โดยความเกลียดชังต่อกลุ่ม นปช. ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีกเมื่อมีการรวมตัวเพื่อต่อต้านกลุ่ม พธม. จนมีคนบาดเจ็บล้มตาย เป็นสงครามกลางเมืองย่อมๆ พวกเขาแสดงออกว่าพวกเขามาปกป้องรัฐบาลพลังประชาชน แต่เสียงของพวกเขาคือเสียงของขี้ข้าทักษิณ

นายกอภิสิทธิ์ ตั้งรัฐบาลได้ไม่นานนัก กลุ่ม นปช. ก็ออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลช่วงมีนา เมษา ปี 52 จึงยิ่งเป็นที่น่ารังเกียจของชาวกรุงเทพ และผู้สนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ เพราะนอกจากจะมาไล่รัฐบาลแสนดีแล้ว ยังทำให้พวกเขามีภาพสงกรานต์เลือดติดอยู่ในหัวเข้าไปอีก

ตอนนั้นหลายคน รวมทั้งผมอยากให้พวกนี้เลิกชุมนุมโดยเร็ว และเป็นไปได้อยากให้ทหารฆ่ากลุ่มคนพวกนี้ให้ตายๆ ไปโดยเร็วที่สุด

รัฐบาลอภิสิทธิ์ดำเนินการบริหารประเทศชาติปกติ ประเทศล่มจมบ้าง นานาชาติไม่ยอมรับบ้างไม่เป็นไร นายกรูปหล่อ ภาพลักษณ์ดีของพวกเรายังคงอยู่ 

จนเวลาล่วงเกือบหนึ่งปี หลังเหตุการณ์สงกรานต์เลือดในปี 52 ช่วงเดือนมีนาคม ปี 53  กลุ่ม นปช. กลับมาอีกครั้ง ครั้งนี้มาเยอะกว่าเดิม ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ด้วยความแค้นนายกอภิสิทธิ์เมื่อปีก่อน และแน่นอนยิ่งสุมไฟแห่งความเกลียดชังผู้ชุมนุม นปช. ให้คนกรุงมากกว่าเดิม

สื่อกระแสหลักได้นำเสนอภาพความรุนแรงจาก มวลชนสีแดง การพูดจากล่าวหา สร้างวาทกรรมถูกจ้างมาชุมนุม การนำเสนอภาพเทเลือดหน้าบ้านนายกอภิสิทธิ์ซ้ำๆ ทำให้คนยิ่งเกลียดสีแดง พากันเลิกใส่เสื้อสีแดง 

การสลายการชุมนุมด้วยกำลังทหารเมื่อวันที่ 10 เมษา ทำให้ชาวกรุงดีใจกันยกใหญ่ แต่หารู้ไม่ กลุ่ม นปช. ยิ่งโกรธแค้นที่เพื่อนเขาตาย ญาติเขาตาย แต่แทบไม่ได้รับความสนใจจากคนทั่วไป และสื่อกระแสหลัก

แกนนำ นปช. พากันไปปิดแยกราชประสงค์ ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ สร้างความโกรธแค้นให้คนกรุงเป็นอย่างมาก มีการรวมตัวของกลุ่มคนเสื้อเหลืองเดิม มาเป็นเสื้อชมพูบ้าง เสื้อน้ำเงินบ้าง จนเป็นที่มาของกลุ่มคนเสื้อหลากสี มีการปะทะกัน ของมวลชนบ้าง ซึ่งนั่นทำให้ชาวกรุงโกรธแค้นกลุ่มผู้ชุมนุมหนักเข้าไปอีก

จนเป็นที่มาของการบุกเข้าสลายการชุมนุมด้วยทหารอาวุธครบมือ ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553

ในวันนั้นผมนัดกันไปดูหนังกับเพื่อนๆ หนังเริ่มในเวลาประมาณบ่ายโมง หลังจากออกมาเจ้าหน้าที่โรงหนัง และเจ้าหน้าที่ห้างสรรพสินค้ารีบให้ออกจากห้างเป็นการใหญ่ ทั้งๆ โรงหนังนั้นอยู่ไกลจากบริเวณที่ชุมนุมมาก ตอนนั้นพวกเราบ่นกันยกใหญ่ พวก นปช. ทำคนอื่นลำบาก แถมยังเผาอาคารเซนทรัลเวิลด์ โรงหนังสยาม และอีกหลายที่

กลับมาเห็นเพื่อนๆ แชร์ภาพเซนทรัลเวิลด์ถูกเผากันยกใหญ่ และด่าพวกเสื้อแดงด้วยถ้อยคำรุนแรง วาทกรรมเผาบ้านเผาเมืองเริ่มต้นขึ้นในวันนั้น ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ในเวลานั้นคนกรุงเทพส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีคนตายจากการเข้าสลายการชุมนุม กว่า 90 ศพ และผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก รู้แค่ว่าเซนทรัลเวิลด์ถูกเผา โรงหนังสยามถูกเผา เซนเตอร์วันถูกเผา

คนส่วนใหญ่ในกรุงเทพรับรู้เหตุการณ์เพียงผิว และรับรู้แค่ว่าพวกเขาเสียประโยชน์อย่างไร กลุ่ม นปช. ทำร้ายกรุงเทพไว้อย่างไรบ้าง

 

แล้วคนตายเกือบร้อยศพนั่นล่ะ ?

ผมเริ่มรับรู้ชุดข้อมูลอีกฝั่งนึงบ้าง แล้วเริ่มตั้งสติขึ้นมาบ้าง หลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านไปหลายเดือน 

เริ่มศึกษาข้อมูล อ่านหนังสือมากขึ้น ดูคลิปเหตุการณ์สลายการชุมนุมแบบการทำสงคราม ไม่แสดงความคิดเห็นคึกคะนอง ได้รู้ ได้ศึกษาเรื่องราวต่างๆ มากขึ้น ได้คุยกับคนที่เขารู้เรื่องราววงในมากขึ้น จนเกิดตาสว่างถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมทั้งเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีต เช่น เหตุการณ์ 6 ตุลา 19

ผมได้แต่ถามตัวเอง ว่าตอนนั้นผมเป็นคนแบบนั้นไปได้อย่างไร เมื่อเห็นคนบาดเจ็บล้มตาย ผมกลับสะใจ พวกนี้ตายๆ ไปบ้างก็ดี พวกโง่ พวกไม่มีการศึกษา รับจ้างมาชุมนุม และคำตอบที่ผมได้รับจากตัวเอง ว่าหากผมเป็นคนเดิมในวันที่สะใจกับเหตุการณ์ พฤษภา 53 ผมคงยืนหัวเราะชอบใจกับกลุ่มกระทิงแดงในวันที่มีคนเอาเก้าอี้ฟาดศพที่ถูกแขวนคอไว้

เหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 53 เป็นที่มาให้คนตาสว่างกับเหตุการณ์การเมืองที่ผ่านมาเป็นจำนวนมาก ลองนึกย้อนกลับไปในปี 49 ช่วงเรียนอยู่ ม.ปลายดู แล้วอยากจะเขกกระโหลกตัวเอง ที่เคยเห็นด้วยกับรัฐประหาร เห็นด้วยกับการปิดสนามบิน เห็นด้วยกับการใช้อำนาจนอกระบบทุกอย่าง จัดการกับสิ่งที่พวกเขาคิดว่ามันไม่ดี ไม่ถูกใจ

 

เหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 53 ผู้ตายในการชุมนุมครั้งนั้นไม่ได้ตายเปล่าแต่อย่างใด แต่ทำให้ผู้คนจำนวนมาก ยืนอยู่ข้างเดียวกับพวกเขาเพิ่มขึ้น ผู้คนเรียนรู้ถึงหลักการปกครองแบบประชาธิปไตยมากขึ้น

 

หลักการประชาธิปไตยที่เขาว่าทุกคนมีสิทธิเท่ากัน 

Comment

Comment:

Tweet